เมื่อความรักคือภาษาที่ไม่มีคำแปล และ “ล่าม” คืออาชีพที่เชื่อมโลกทั้งใบ ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Can This Love Be Translated? กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์โรแมนติกที่ถูกจับตามองมากที่สุด เรื่องราวของ “จูโฮจิน” ล่ามหนุ่มอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา ต้องมาทำหน้าที่เป็นล่ามส่วนตัวให้กับ “ชามูฮี” นักแสดงหญิงระดับอินเตอร์ที่เดินทางทำงานทั่วโลก

ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าแค่ความรัก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ภาษา” คือสะพานที่เชื่อมคนจากต่างวัฒนธรรม และ “ล่าม” คือคนที่อยู่ตรงกลางของโลกทั้งสองฝั่ง
ล่ามคือใคร? มากกว่าคนแปลภาษา
หลายคนอาจคิดว่าล่ามคือคนที่แปลคำพูดจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง อาชีพล่ามต้องเข้าใจมากกว่าคำศัพท์ ต้องเข้าใจ “บริบท วัฒนธรรม อารมณ์ และเจตนา” ของผู้พูด เหมือนกับจูโฮจินในซีรีส์ เขาแปลภาษาได้อย่างแม่นยำ
อยากเป็นล่าม ต้องเริ่มยังไง?
- เลือกสายการเรียนที่เกี่ยวข้อง
หากอยากเป็นล่ามอย่างจริงจัง สามารถเริ่มต้นจากสายการเรียนเหล่านี้
- คณะอักษรศาสตร์ / ศิลปศาสตร์ (เอกภาษา)
- คณะมนุษยศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฯลฯ)
- คณะนานาชาติ / International Studies
- สาขาการแปลและการล่าม (Translation & Interpreting)
💡 เคล็ดลับ: ล่ามที่เก่งมักไม่ได้เก่งแค่ “ภาษาเดียว” แต่มีภาษาที่ 2–3 ภาษาเป็นอย่างน้อย และได้เงินที่สูงขึ้นด้วย เพราะคู่แข่งน้อยกว่า
- เทคนิคฝึกภาษาแบบล่ามตัวจริง
ถ้าอยากเก่งภาษาแบบล่าม ไม่ใช่แค่ท่องศัพท์ แต่ต้องฝึกแบบนี้
- ฝึกฟังข่าวต่างประเทศทุกวัน
- ฝึก Shadowing (พูดตามเสียงต้นฉบับทันที)
- ฝึกสรุปใจความสำคัญ
- อ่านข่าว บทความ และดูซีรีส์โดยไม่พึ่งซับ
- ฝึกคิดเป็นภาษา ไม่แปลในหัวทีละคำ
- กิจกรรมในชีวิตที่ช่วยให้เก่งภาษาเร็วขึ้น
การเป็นล่ามไม่ได้เกิดจากห้องเรียนอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ชีวิตประจำวัน” ลองทำกิจกรรมเหล่านี้
- เข้าชมรมภาษา หรือแลกเปลี่ยนภาษา
- อาสาเป็นล่ามในงานกิจกรรม
- ทำคอนเทนต์ภาษาในโซเชียล
- เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ
- คุยกับชาวต่างชาติจริง ๆ
ภาษาไม่ใช่วิชาที่เรียนได้จากตำราอย่างเดียว แต่ต้อง “ใช้จริง” ถึงจะเก่งจริง
ซีรีส์ที่ให้มากกว่าความฟิน ถ้าเราอยากเป็นล่าม วันนี้เรากำลังฝึกภาษาอยู่ หรือแค่ดูซีรีส์ไปวัน ๆ? ลองเริ่มจากการไม่ดูซับในซีรี่ส์ แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

