เคยสังเกตไหมว่าดินในแต่ละพื้นที่มีสีไม่เหมือนกัน บางที่ดินสีดำ บางที่ออกน้ำตาล เหลือง แดง หรือแม้แต่สีเทา มีทั้งแบบสีเรียบและแบบมีจุดประ สาเหตุที่ดินมีสีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบในดิน สภาพแวดล้อมที่ดินก่อตัวขึ้น และระยะเวลาการพัฒนาของดิน เราลองมาดูกันว่าสีของดินแต่ละแบบมีความหมายอย่างไร

ดิน สีดำ สีน้ำตาลเข้ม หรือสีคล้ำ
ดินสีคล้ำมักเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เพราะมีอินทรียวัตถุสะสมอยู่มาก โดยเฉพาะในดินชั้นบน ซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม สีคล้ำของดินไม่ได้เกิดจากอินทรียวัตถุเสมอไป บางพื้นที่ดินอาจมีสีเข้มเพราะเกิดจากหินต้นกำเนิดที่มีแร่สีเข้ม เช่น หินภูเขาไฟ หรือมีแร่แมงกานีสสูง และเป็นดินที่ยังพัฒนาได้ไม่นาน
ดิน สีเหลืองหรือสีแดง
ดินสีเหลืองและสีแดง ส่วนใหญ่เกิดจากออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียม แสดงว่าดินผ่านกระบวนการผุพังและการชะล้างมาเป็นเวลานาน มีการระบายน้ำค่อนข้างดี แต่โดยมากจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
- ดินสีเหลือง หมายถึงออกไซด์ของเหล็กที่ยังมีน้ำเป็นองค์ประกอบ
- ดินสีแดง หมายถึงออกไซด์ของเหล็กหรืออลูมิเนียมที่ไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ
ดินสีขาวหรือสีเทาอ่อน
ดินสีอ่อนอาจเกิดจากหินต้นกำเนิดที่มีแร่สีจาง เช่น หินแกรนิต หรือหินทรายบางชนิด หรืออาจเป็นดินที่ถูกชะล้างอย่างรุนแรงจนธาตุอาหารสำคัญถูกพัดพาออกไปเกือบหมด นอกจากนี้ สีอ่อนยังอาจเกิดจากการสะสมของปูน ยิปซัม หรือเกลือในดิน ซึ่งดินลักษณะนี้มักมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
ดินสีเทา เทาปนน้ำเงิน หรือสีน้ำเงิน
ดินสีเทาหรือสีน้ำเงิน บ่งบอกว่าดินอยู่ในสภาพที่มีน้ำแช่ขังเป็นเวลานาน เช่น ดินนาในพื้นที่ลุ่ม หรือดินป่าชายเลน ทำให้ดินขาดอากาศ การระบายน้ำไม่ดี จึงเกิดสารประกอบของเหล็กที่ให้สีเทาหรือน้ำเงิน หากพื้นที่มีน้ำท่วมขังสลับกับช่วงแห้ง ดินมักปรากฏเป็น “จุดประสี” เช่น จุดสีเหลืองหรือสีแดงบนพื้นดินสีเทา ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบเหล็ก เมื่อขาดออกซิเจนจะให้สีเทา และเมื่อได้รับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
จากสีของดิน เราสามารถประเมินสมบัติบางอย่างของดินได้ เช่น การระบายน้ำ ปริมาณอินทรียวัตถุ และระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้น การสังเกตสีของดินจึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของดินและการใช้ประโยชน์จากดินได้เหมาะสมมากขึ้น

